Get Adobe Flash player

 

     ถ้ากล่าวถึงการทำบุญในพระพุทธศาสนาคงหนีไม่พ้นการกล่าวถึงการให้ทาน รักษาศีล และการเจริญภาวนา  การให้ทานนั้นมีเจตนาเป็นที่ตั้ง สำเร็จลงที่เจตนา  เมื่อบุคคลจะให้ทานควรถึงพร้อมด้วยเจตนา ๓ ประการ  โดยแบ่งตามกาล ดังนี้

 

๑. บุพพเจตนา เจตนาที่เกิดก่อนให้ทาน  เช่นมีจิตคิดที่จะให้ทานก็ต้องตั้งใจให้ดี  มีศรัทธา มีความเลื่อมใส จิตใจเบิกบาน ตั้งใจทำจริง  ทำการตระเตรียมสิ่งของที่จะให้ทานด้วยความเบิกบานใจ
๒. มุญจนเจตนา  เจตนาในขณะที่ถวายทาน หรือให้ทาน มีจิตคิดที่จะสละจริง ๆ ไม่ลังเลสงสัยในขณะที่กระทำ  รู้เข้าใจในสิ่งที่ตนเองกระทำ   ทำด้วยความผ่องใส
๓.อปราปรเจตนา เจตนาที่เกิดขึ้นหลังจากการถวายหรือให้ทานแล้ว  เมื่อนึกถึงทีไร มีใจเอิบอิ่มเมื่อนั้น ไม่นึกเสียดายในทานนั้น  เกิดความภูมิใจในทานที่ให้ไปว่าเป็นประโยชน์ต่อผู้รับจริง ๆ ระลึกได้เมื่อใดก็ได้บุญเพิ่มขณะนั้น

 

 

       บุคคลเมื่อให้ทาน ควรครบทั้ง ๓ เจตนาใน ๓ กาลนี้   ถามว่าเจตนาไหนสำคัญที่สุด  ตอบว่าอปราปรเจตนาสำคัญ  เพราะเป็นเจตนาที่ปรากฏชัดเจนและอยู่กับเราอย่างยาวนานที่สุดหลังจากให้ทานแล้ว และเป็นเจตนาที่เกิดขึ้นหลังจากการให้ทานสำเร็จลงแล้ว
     บางคนบุพพเจตนาดีความตั้งใจมาถวายทานมาเป็นอาทิตย์ หรือมีใจจดจ่อว่าเมื่อไหร่จะถึงวันอาทิตย์เพื่อที่จะได้ถวายทาน  พอมาถึงวัด ประตูวัดปิดหรือพระไม่ทัก ใจเรื่มหาย ใจไม่ค่อยดี  ทั้งๆที่ยังไม่ถวาย บุพพเจตนาเริ่มคลอนแคลนแล้ว  หรือขณะที่ถวายใจเริ่มคิดว่า เอ๊ะเราถวายพระผิดรูปผิดวัดหรือเปล่า อันนี้มุญจนเจตนาก็เริ่มหวั่นไหว
     หรือบางคนถวายทานบุพพเจตนาแต่เบื้องตนก็ดีมีศรัทธา   ขณะที่ถวายก็น่าชื่นชม อนุโมทนา แต่พอถวายไปแล้ว  พระไปอยู่ที่อื่นเสีย  เกิดอปราปรเจตนาไม่ดี เกิดความเสียใจ ไม่พอใจขึ้นทีหลัง แหม ! ถ้ารู้ว่าท่านจะไม่อยู่ ไม่น่าถวายเลย   ถ้าเป็นเช่นนี้ บุญหรืออานิสงส์ที่เกิดจากการถวายทานก็ได้ไม่เต็มที่
     อปราปรเจตนาที่เกิดขึ้นหลังจากการให้ทานแล้วเป็นเรื่องสำคญ มีคำกล่าวว่า ถ้าสิ่งของหาย ถูกขโมยไป หรือถูกคนอื่นโกงไป  ตามก็ไม่ได้ แจ้งความแล้วก็ไม่ได้คืน  ทำยังไงก็ไม่ได้คืน  คนโบราณท่านจึงแนะนำว่า คิดเสียว่าให้ทานไป นั่นก็หมายความว่าสร้างอปราปรเจนตนาให้เกิดขึ้นหลังจากสิ่งนั้นหายไป บุพพเจตนาเราไม่มีเพราะเราไม่ได้ตั้งใจให้เขา  มุญจนเจตนาก็ไม่มี เพราะเราไม่ได้หยิบยื่นให้เขา แต่เราสร้างอปราปรเจตนาขึ้นที่หลัง คิดเสียว่าให้ทาน อย่างน้อยก็ได้บุญหรืออานิสงส์ของทานอยู่บ้างในช่วงสุดท้าย (อันนี้ต้องอ่านทบทวนให้ดี ไม่ได้หมายความว่าของหายแล้ว ขโมยขึ้นบ้านแล้ว คนยืมเงินไปแล้วไม่ให้ทวง หรือไม่ให้แจ้งความนะ)
     ท่านกล่าวว่า เมื่อเกิดเป็นมนุษย์  บุพพเจตนาย่อมให้ผมในเยาว์วัย   มุญจนเจตนาให้ผลในกลางวัย  ส่วนอปราปรเจตนาย่อมให้ผลในปัจฉิมวัย   ฉะนั้นปัจฉิมวัยหรือวัยสุดท้ายแห่งชีวิต เป็นช่วงที่ร่างกายและจิตใจที่ต้องการได้รับการดูแลเป็นพิเศษ อปราปรเจตนาจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง (การให้ผลของทานนี้ อาจจะไม่แน่อนว่าต้องเป็นไปตามนี้ เพราะขึ้นกับองค์ประกอบหลาย ๆ อย่าง แต่ที่แน่นอนการกระทำทุกอย่างไม่ไร้ผล)
     ขอให้ทุกท่านที่ทำบุญให้ทานในโอกาสต่าง ๆ สร้างเจตนาให้ครบทั้ง ๓ กาล  ก่อนแต่ให้มีศรัทธา มีความตั้งใจดี  ทำใจให้สดใส  ขณะที่ให้ใจสดชื่นยินดีที่จะสละ  ให้ทานไปแล้วนึกขึ้นที่ไรใจเอิบอิ่มเป็นบุญทุกทุก  ยิ่งนึกยิ่งได้บุญเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ถ้าทำได้ดังนี้ ก็จะสำเร็จประโยชน์ในการให้ทาน  บุญหรืออานิสงส์ที่เกิดจากเจตนาการให้ทานก็ได้อย่างเต็มที่..

 

พระมหาอำพร อนุตฺตโร
วัดป่าอริโซน่า
วันอาทิตย์ที่ ๘ สิงหาคม ๒๕๕๓

HONGKONG DHAMMARAM TEMPLE

NO.33-G  Nam Hang Pai, Tai Tong Road. Yuen Long, New  territories, Hong Kong Tel : 2475 1686