Get Adobe Flash player

               สมัยหนึ่ง พระสารีบุตรเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าและได้กราบทูลถามถึงสาเหตุที่ทำให้คนบางคนค้าขายได้กำไร แต่บางคนค้าขายแล้วขาดทุนดังที่มีปรากฎในวณิชชสูตร อังคุตรนิกาย จตุกกนิบาต (21/79/80) พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงถึงสาเหตุของการค้าขายที่ทำให้ได้กำไรและขาดทุนว่า   
               (1) บุคคลบางคนในโลกนี้ เข้าไปหาสมณะหรือพราหมณ์แล้วย่อมปวารณาว่าขอท่านจงบอกปัจจัยที่ท่านประสงค์ เขากลับไม่ถวายปัจจัยที่เขาปวารณา ถ้าเขาเคลื่อนจากอัตภาพนั้นมาสู่ความเป็นมนุษย์นี้ เขาทำการค้าขายอย่างใดๆ เขาย่อมขาดทุน 
                (2)  บุคคลบางคนในโลกนี้ เข้าไปหาสมณะหรือพราหมณ์แล้ว ย่อมปวารณาว่าขอท่านจงบอกปัจจัยที่ท่านประสงค์แต่เขาถวายปัจจัยที่ปวารณาไว้ไม่เป็นไปตามประสงค์ ถ้าเขาเคลื่อนจากอัตภาพนั้นมาสู่ความเป็นมนุษย์นี้ เขาทำการค้าขายอย่างใดๆ เขาย่อมไม่ได้กำไรตามที่ประสงค์ 

                     (3) บุคคลบางคนในโลกนี้ เข้าไปหาสมณะหรือพราหมณ์แล้ว ย่อมปวารณาว่าขอท่านจงบอกปัจจัยที่ต้องประสงค์ เขาถวายปัจจัยที่ปวารณาไว้ตามที่ประสงค์ ถ้าเขาเคลื่อนจากอัตภาพนั้นมาสู่ความเป็นมนุษย์นี้ เขาทำการค้าขายอย่างใดๆ เขาย่อมได้กำไรตามที่ประสงค์ 
               (4) บุคคลบางคนในโลกนี้ เข้าไปหาสมณะหรือพราหมณ์แล้ว ปวารณาว่าขอท่านจงบอกปัจจัยที่ต้องประสงค์ เขาถวายปัจจัยที่ปวารณาไว้ยิ่งกว่าที่ประสงค์ ถ้าเขาเคลื่อนจากอัตภาพนั้นมาสู่ความเป็นมนุษย์นี้ เขาทำการค้าขายอย่างใดๆ เขาย่อมได้กำไรยิ่งกว่าที่ประสงค์
              ดูกรสารีบุตร นี้แลเป็นเหตุเป็นปัจจัยเครื่องให้บุคคลบางคนในโลกนี้ ทำการค้าขายขาดทุน นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยเครื่องให้บุคคลบางคนในโลกนี้ ทำการค้าขายไม่ได้กำไรตามที่ประสงค์ นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยเครื่องให้บุคคลบางคนในโลกนี้ ทำการค้าขายได้กำไรตามที่ประสงค์นี้ เป็นเหตุเป็นปัจจัยเครื่องให้บุคคลบางคนในโลกนี้ทำการค้าขายได้กำไรยิ่งกว่าที่ประสงค์

     เมื่อเราอ่านพระสูตรนี้แล้ว จะเห็นว่าการค้าขายนั้น ย่อมมีกำไร ขาดทุน  สมประสงค์บ้าง ไม่สมประสงค์บ้าง ซึ่งเหตุเหล่านี้ นอกจากมีสาเหตุอันเกิดขึ้นในปัจจุบันแล้ว เช่นสิ่งที่ขาย เป็นที่สนใจหรือไม่ ตรงกับความต้องการหรือไม่ สถานที่ขาย  และบุคคลที่ขายมีอัธยาศัยเป็นอย่างไร เป็นต้น เหตุอันหนึ่งที่เราไม่ควรมองข้ามก็คือเราเคยปวารณาอะไรไว้กับพระสงฆ์หรือผู้มีศีล กับผู้หลักผู้ใหญ่มีพ่อแม่เป็นต้น หรือแม้แต่การบนบานศาลกล่าวกับใครหรือสถานที่ใด ๆ  หรือไม่ ว่าจะถวายหรือมอบสิ่งนี้ ๆ แต่ภายหลังเรากลับลืมเสีย เพราะยุ่งเกี่ยวกับการงานมากมาย  หรือเห็นเป็นไม่สำคัญ   ถ้าเคยปวารณากล่าววาจาไว้ ก็ควรรีบไปทำตามที่ได้กล่าวว่าไว้
     โบราณาจารย์ท่านไม่ประมาทในเรื่องนี้ จึงได้ทำ
บุญถวายสังฆทาน หรือทำบุญที่เรียกว่าชำระหนี้สงฆ์   บางคนอาจจะแย้งว่าดิฉันไม่เคยนำของสงฆ์ไป หรือเพิ่งจะเคยเข้าวัดครั้งแรก จะเป็นหนี้สงฆ์ได้อย่างไร  ข้อนี้ ในปัจจุบันเราอาจจะไม่เคยทำ แต่ในอดีตชาติที่ผ่านมา เรารู้ไม่ได้   อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจ บางคนเข้าวัดด้วยเจตนาอันเป็นกุศล แต่พลั้งพลาดทำของสงฆ์เสียหาย เช่น ทำแก้วน้ำแตก ถ้วยชามแตก ถึงแม้เป็นการกระทำที่ไม่ได้เกิดจากความตั้งใจให้เกิดขึ้น แต่ผลที่เกิดขึ้น คือแก้วแตกเสียหาย ใช้ไม่ได้ ต้องทิ้งไป ถ้าพูดถึงกรรม (การกระทำ) เป็นสิ่งที่ทำโดยไม่ตั้งใจ (กตัตตากรรม)  ผลที่ได้รับก็อาจจะเกิดขึ้นแบบไม่ตั้งใจก็ได้ เช่น เดินเล่นอยู่ มีลูกกอล์ฟที่ไหนไม่รู้หล่นถูกศีรษะ ซึ่งคนตีเขาก็ไม่ได้ตั้งใจให้ถูกศีรษะเรา อันนี้เป็นการยกตัวอย่าง แต่บัณฑิตก็ไม่ควรประมาท  โบราณท่านว่า แม้แต่เม็ดทรายก็ไม่ควรนำออกจากวัด จึงได้มีประเพณีขนทรายเข้าวัดกัน ตามหลักพระพุทธศาสนาการกระทำทุกๆ อย่าง มีเหตุ มีผล  ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ ทุกสิ่งล้วนมีเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิด  พระพุทธองค์จะได้ตรัสสรุปหลักธรรมของพระองค์ในวันเสด็จดับขันธปรินิพพานลงที่ความไม่ประมาท................

พระมหาอำพร  อนุตฺตโร
๓๑ - ก.ค. - ๒๕๕๓

HONGKONG DHAMMARAM TEMPLE

NO.33-G  Nam Hang Pai, Tai Tong Road. Yuen Long, New  territories, Hong Kong Tel : 2475 1686